Skip links
นักเรียนวางแผนสอบ GED และ SAT เพื่อยื่นสมัครมหาวิทยาลัย

สอบ GED แล้วต้องสอบ SAT ไหม? เช็กให้ชัดก่อนยื่นมหาวิทยาลัย

หนึ่งในคำถามยอดนิยมของนักเรียนที่เลือกเส้นทาง GED คือ “เมื่อสอบ GED ผ่านแล้ว ต้องสอบ SAT ต่อด้วยหรือไม่?” คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน เพราะ GED และ SAT เป็นข้อสอบคนละประเภทและทำหน้าที่ต่างกันอย่างชัดเจน

GED ใช้เป็นวุฒิเทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ขณะที่ SAT เป็นคะแนนมาตรฐานที่มหาวิทยาลัยบางแห่งหรือบางหลักสูตรนำมาใช้ประกอบการคัดเลือก ดังนั้น สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่เพียงว่าเราถือวุฒิ GED หรือไม่ แต่ต้องดูต่อว่า คณะ มหาวิทยาลัย และรอบที่ต้องการสมัครกำหนดให้ยื่นคะแนนอะไรบ้าง

GED กับ SAT ต่างกันอย่างไร?

แม้ GED และ SAT มักปรากฏอยู่ในเส้นทางสมัครมหาวิทยาลัยของนักเรียนหลักสูตรนานาชาติหรือผู้ที่ไม่ได้เรียนต่อจนจบ ม.6 แต่ข้อสอบทั้งสองไม่ได้ใช้แทนกันโดยตรง

ประเด็นGEDSAT
หน้าที่หลักใช้รับรองความรู้เทียบเท่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลายใช้ประเมินความพร้อมทางวิชาการเพื่อประกอบการสมัครมหาวิทยาลัย
เนื้อหาMathematical Reasoning, Reasoning Through Language Arts, Science และ Social StudiesReading and Writing และ Math
ผลลัพธ์Diploma และ Transcript เมื่อสอบผ่านครบตามเกณฑ์คะแนนรวม 400–1,600 คะแนน
ใช้สมัครมหาวิทยาลัยใช้เป็นหลักฐานวุฒิการศึกษาในสถาบันที่รับรองใช้เมื่อหลักสูตรกำหนด บังคับ หรือเปิดให้เลือกยื่น

กล่าวง่าย ๆ คือ GED ตอบคำถามว่า “มีวุฒิเทียบเท่ามัธยมปลายหรือยัง” ส่วน SAT ตอบคำถามว่า “มีทักษะด้านการอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์ในระดับที่หลักสูตรต้องการหรือไม่”

สรุปแล้ว ผู้สอบ GED ต้องสอบ SAT ไหม?

คำตอบขึ้นอยู่กับเกณฑ์รับสมัคร โดยแบ่งได้เป็น 3 กรณีหลัก

กรณีที่ 1: หลักสูตรกำหนดให้ยื่น SAT

หากประกาศรับสมัครระบุ SAT เป็นคะแนนบังคับ ผู้สมัครที่ใช้วุฒิ GED ก็ต้องมีคะแนน SAT ตามเกณฑ์เช่นเดียวกับผู้สมัครวุฒิอื่น โดยอาจกำหนดคะแนนรวม คะแนน Math หรือคะแนน Reading and Writing แยกกัน

ในกรณีนี้ การมี GED เพียงอย่างเดียวยังไม่ครบคุณสมบัติ เพราะ GED ทำหน้าที่เป็นวุฒิการศึกษา ส่วน SAT เป็นองค์ประกอบการคัดเลือก

กรณีที่ 2: หลักสูตรให้เลือก SAT หรือคะแนนอื่น

หลายหลักสูตรไม่ได้บังคับ SAT เพียงตัวเลือกเดียว แต่อาจให้เลือกยื่นคะแนนอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น SAT, ACT, CU-AAT หรือข้อสอบของมหาวิทยาลัย

ตัวอย่างเช่น หลักสูตรนานาชาติบางแห่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดให้ใช้ SAT Reading and Writing เป็นหนึ่งในตัวเลือกด้านภาษาอังกฤษ และใช้ SAT Math เป็นหนึ่งในตัวเลือกด้านคณิตศาสตร์ โดยยังมีผลสอบชนิดอื่นให้เลือกตามประกาศของหลักสูตร

กรณีนี้ผู้สมัครควรเปรียบเทียบว่า ข้อสอบใดตรงกับจุดแข็ง มีรอบสอบทันกำหนด และใช้ยื่นได้หลายหลักสูตรมากที่สุด

กรณีที่ 3: หลักสูตรไม่ใช้ SAT หรือมีข้อสอบของตนเอง

บางมหาวิทยาลัยรับวุฒิ GED โดยไม่บังคับคะแนน SAT หรือเปิดทางให้ผู้สมัครสอบข้อเขียนของสถาบันแทน ตัวอย่างเช่น MUIC ระบุว่าผู้สมัคร Regular Track ที่ไม่มีคะแนนภาษาอังกฤษหรือคณิตศาสตร์ตามรายการที่กำหนด อาจเข้าสอบของ MUIC และสอบสัมภาษณ์ได้ ส่วนเส้นทาง Fast Track มีเกณฑ์คะแนนคณิตศาสตร์ SAT หรือ ACT ตามกลุ่มสาขา

จึงควรตรวจสอบให้ชัดว่าเส้นทางที่เลือกคือ Regular Track, Fast Track, Direct Admission หรือ TCAS เพราะเกณฑ์ของแต่ละรอบอาจต่างกัน แม้อยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน

4 จุดที่ต้องเช็กก่อนตัดสินใจสอบ SAT

1. เช็กคุณสมบัติด้านวุฒิการศึกษา

ดูว่าหลักสูตรรับวุฒิ GED หรือไม่ และกำหนดคะแนนขั้นต่ำเท่าใด เกณฑ์มาตรฐานของ GED คือสอบผ่านอย่างน้อย 145 คะแนนในแต่ละวิชา แต่ GED Testing Service ระบุไว้ด้วยว่า มหาวิทยาลัยของรัฐบางแห่งในไทยอาจกำหนดคะแนนสูงกว่านี้

ตัวอย่างเช่น MUIC กำหนดให้ผู้ใช้วุฒิ GED มีคะแนนรวมอย่างน้อย 600 คะแนน และแต่ละวิชาไม่น้อยกว่า 145 คะแนน ดังนั้น อย่าดูเฉพาะคำว่า “รับ GED” แต่ต้องอ่านรายละเอียดคะแนนรวมและคะแนนรายวิชาด้วย

2. เช็กคะแนนที่ใช้คัดเลือก

อ่านหัวข้อ Admission Requirements, Selection Criteria หรือ Required Test Scores ให้ครบ แล้วแยกให้ออกว่า SAT อยู่ในสถานะใด

  • Required: ต้องยื่น SAT
  • Optional: เลือกยื่นเพื่อเสริมใบสมัครได้
  • Alternative: เลือก SAT หรือข้อสอบชนิดอื่นได้
  • Not required: ไม่ใช้ SAT ในรอบนั้น

อย่าอ้างอิงเพียงเกณฑ์ของปีที่ผ่านมา เพราะมหาวิทยาลัยสามารถปรับคะแนนขั้นต่ำ ประเภทข้อสอบ และอายุผลคะแนนได้ในแต่ละรอบ

3. เช็กว่าต้องใช้คะแนนส่วนใด

บางหลักสูตรสนใจ SAT Math เป็นหลัก ขณะที่บางหลักสูตรรับคะแนน Reading and Writing เป็นทางเลือกแทนผลภาษาอังกฤษ หรือกำหนดทั้งสองส่วน

SAT ปัจจุบันเป็นข้อสอบดิจิทัล มี 2 ส่วน ได้แก่ Reading and Writing จำนวน 54 ข้อ ใช้เวลา 64 นาที และ Math จำนวน 44 ข้อ ใช้เวลา 70 นาที รวมเวลาสอบ 2 ชั่วโมง 14 นาที คะแนนรวมอยู่ระหว่าง 400–1,600 คะแนน

ดังนั้น คำว่า “ใช้ SAT” ยังไม่เพียงพอ ต้องดูต่อว่าใช้คะแนนรวม คะแนนรายส่วน หรือกำหนดคะแนนขั้นต่ำแยกกันหรือไม่

4. เช็กเอกสารเทียบวุฒิสำหรับการสมัครในไทย

สำหรับการสมัครผ่าน TCAS70 ผู้ที่สอบ GED ครบแล้วต้องขอ Equivalence Certificate และ GPAX Equivalence Certificate เพื่อใช้เป็นหลักฐานการศึกษา ส่วนผู้ที่ยังสอบ GED ไม่ครบอาจต้องใช้ Provisional Equivalence Certificate ตามเงื่อนไขของระบบ

ระบบ HSCES ระบุว่าการตรวจสอบ Equivalence Certificate และ GPAX Equivalence Certificate โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1–7 วันทำการ จึงควรยื่นคำขอล่วงหน้าและไม่รอจนใกล้วันปิดรับสมัคร

เช็กลิสต์: คุณควรสอบ SAT หรือยัง?

ลองตอบคำถามต่อไปนี้ก่อนสมัครสอบ

  • เลือกคณะและมหาวิทยาลัยเป้าหมายแล้วหรือยัง?
  • หลักสูตรรับวุฒิ GED ตามคะแนนที่มีหรือไม่?
  • SAT เป็นข้อบังคับ เป็นตัวเลือก หรือไม่ใช้เลย?
  • ต้องใช้ SAT Math, Reading and Writing หรือคะแนนรวม?
  • มีข้อสอบอื่นที่ใช้แทนได้หรือไม่?
  • คะแนนต้องมีอายุไม่เกินกี่ปี?
  • รอบสอบ SAT และวันประกาศผลทันเส้นตายสมัครหรือไม่?
  • ต้องส่งคะแนนผ่าน College Board โดยตรงหรืออัปโหลดเอกสารเอง?
  • เตรียม Equivalence Certificate และ GPAX Equivalence Certificate แล้วหรือยัง?

หากยังตอบไม่ได้ครบ อย่าเพิ่งรีบสมัครสอบ ควรรวบรวมประกาศรับสมัครฉบับล่าสุดของทุกหลักสูตรที่สนใจก่อน แล้วทำตารางเปรียบเทียบเกณฑ์ เพื่อไม่ให้เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายกับข้อสอบที่ไม่จำเป็น

วางแผน GED และ SAT อย่างไรให้ยื่นมหาวิทยาลัยทัน?

เริ่มจากเป้าหมายมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เริ่มจากชื่อข้อสอบ

เลือกประมาณ 3–5 หลักสูตรที่ต้องการสมัคร แล้วจดเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ คะแนน GED ขั้นต่ำ คะแนนภาษาอังกฤษ คะแนนคณิตศาสตร์ เอกสารเทียบวุฒิ อายุผลคะแนน และวันปิดรับสมัคร

เตรียม GED ให้ผ่านและเผื่อเป้าคะแนนของมหาวิทยาลัย

แม้คะแนนผ่าน GED จะอยู่ที่ 145 ต่อวิชา แต่บางมหาวิทยาลัยอาจกำหนดคะแนนรวมสูงกว่าเกณฑ์ผ่าน การรู้เป้าหมายตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงที่สอบผ่านแล้วแต่คะแนนยังไม่ถึงเกณฑ์คณะที่ต้องการ

เตรียม SAT เมื่อแน่ใจว่าใช้ยื่นได้จริง

หากหลายหลักสูตรในลิสต์รับ SAT การเตรียมสอบครั้งเดียวอาจช่วยเปิดทางเลือกได้มากขึ้น แต่ควรเผื่อเวลาสำหรับการฝึกทำข้อสอบ การสอบซ้ำ และการส่งคะแนนอย่างเป็นทางการ

ตรวจประกาศฉบับล่าสุดก่อนสมัครทุกครั้ง

College Board ระบุชัดว่าแต่ละมหาวิทยาลัยมีนโยบาย SAT ของตนเอง บางแห่งบังคับ บางแห่งแนะนำ และบางกรณีอาจใช้คะแนนเพื่อพิจารณาทุน แม้ไม่บังคับในการรับเข้า จึงต้องยึดประกาศของมหาวิทยาลัยและหลักสูตรในรอบที่สมัครเป็นหลัก

คำถามที่พบบ่อย

สอบ GED ผ่านแล้วเข้ามหาวิทยาลัยได้เลยไหม?

GED สามารถใช้เป็นวุฒิเทียบเท่ามัธยมปลายสำหรับมหาวิทยาลัยที่รับรอง แต่ผู้สมัครยังต้องผ่านเงื่อนไขอื่นของหลักสูตร เช่น คะแนนภาษาอังกฤษ คะแนนคณิตศาสตร์ แฟ้มผลงาน สัมภาษณ์ หรือข้อสอบเฉพาะ รวมถึงจัดเตรียมเอกสารเทียบวุฒิตามที่กำหนด

GED ใช้แทน SAT ได้ไหม?

โดยทั่วไปใช้แทนกันไม่ได้ เพราะ GED เป็นวุฒิเทียบเท่ามัธยมปลาย ส่วน SAT เป็นคะแนนมาตรฐานสำหรับการคัดเลือก อย่างไรก็ตาม บางหลักสูตรอาจยอมรับคะแนน GED รายวิชาเป็นหนึ่งในตัวเลือกทางวิชาการ จึงต้องอ่านเกณฑ์ของหลักสูตรนั้นโดยตรง

คะแนน GED 145 ทุกวิชาเพียงพอหรือไม่?

เพียงพอสำหรับการสอบผ่าน GED แต่ไม่รับประกันว่าจะผ่านเกณฑ์ของทุกมหาวิทยาลัย บางแห่งกำหนดคะแนนรวม หรือคะแนนรายวิชาสูงกว่าระดับผ่าน

ไม่มีคะแนน SAT สมัครมหาวิทยาลัยอินเตอร์ได้ไหม?

มีโอกาสสมัครได้ หากหลักสูตรไม่บังคับ SAT หรือรับคะแนนอื่นแทน เช่น ACT, CU-AAT, A-Level หรือข้อสอบของมหาวิทยาลัย แต่ต้องตรวจประกาศล่าสุดของหลักสูตรและรอบสมัคร

ควรเตรียม GED หรือ SAT ก่อน?

หากยังไม่มีวุฒิเทียบเท่ามัธยมปลาย ควรวางแผน GED เป็นพื้นฐานก่อน พร้อมตรวจเกณฑ์มหาวิทยาลัยเป้าหมายไปพร้อมกัน หากหลักสูตรต้องใช้ SAT จึงจัดตารางเตรียมทั้งสองข้อสอบให้ทันวันสมัคร

สรุป: GED คือวุฒิ ส่วน SAT คือคะแนนคัดเลือก

ผู้ที่สอบ GED ไม่จำเป็นต้องสอบ SAT ทุกคน แต่ควรสอบเมื่อมหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรเป้าหมายกำหนดให้ใช้ หรือเมื่อ SAT เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับแผนการสมัครของตนเอง

ก่อนตัดสินใจ ให้ตรวจ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ เกณฑ์รับวุฒิ GED คะแนนที่ใช้คัดเลือก และเอกสารเทียบวุฒิ เพราะการวางแผนจากประกาศจริงจะช่วยให้เตรียมตัวตรงจุด ประหยัดเวลา และลดความเสี่ยงพลาดรอบสมัคร

หากยังไม่แน่ใจว่าคณะที่สนใจต้องใช้ GED เท่าไร ต้องสอบ SAT หรือสามารถเลือกคะแนนอื่นแทนได้ สามารถปรึกษา Paradigm Education เพื่อช่วยวางแผนเส้นทาง GED และ SAT วิเคราะห์เกณฑ์มหาวิทยาลัยเป้าหมาย และจัดลำดับการเตรียมสอบให้เหมาะกับเวลาของแต่ละคนได้ค่ะ


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

หมายเหตุ: เกณฑ์รับสมัครอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปีการศึกษาและแต่ละรอบ ผู้สมัครควรตรวจประกาศฉบับล่าสุดจากมหาวิทยาลัยและหลักสูตรโดยตรงก่อนสมัคร

Leave a comment

สอบถามได้ที่นี่ค่ะ
This popup will close in:
This popup will close in: 10